วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ตื่นตัวกับพุทธศาสนา

การใช้มาตรา 44 ทำให้มติสงฆ์กลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย ก็เป็นภาพสะท้อนในเชิงลึกให้เห็นว่า บางทีฝ่ายปกครองรัฐอาจมองว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่สถาบันที่จำเป็นต่อประเทศนี้ต่อไป หากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามที่ตามมาก็คือ

1. พระสงฆ์ในประเทศนี้ วัดสามหมื่นวัดในประเทศนี้ พระพุทธศาสนาในประเทศนี้จะดำรงอยู่ต่อไปในสถานะใดหากศาสนาไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการปกครองก็แสดงว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องมีศาสนาใช่หรือไม่แล้วสังคมจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการดำรงชีวิตโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน


2. เมื่อประชาชนไม่มีศาสนา รัฐจะอาศัยสิ่งใดเป็นตัวกลางในการเชื่อมศรัทธาของประชาชนกับฝ่ายปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้หลักธรรมเดียวกัน แล้วรัฐจะปกครองบริหารบ้านเมืองได้อย่างไร ทุกยุคทุกสมัยที่  ผ่านมา ฝ่ายปกครองของบ้านเมืองเราอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นตัวกลางในการเชื่อมศรัทธาของประชาชนกับฝ่ายปกครองให้อยู่ร่วมกันภายใต้หลักพระพุทธศาสนาร่วมกัน ถ้าหากพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากประเทศไทย จะให้ศาสนาใดเป็นตัวกลางเชื่อมฝ่ายปกครองกับประชาชนอย่างนั้นหรือ 



3. ประเทศที่ไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นตัวกลางในการเชื่อมฝ่ายปกครองและประชาชนให้อยู่ร่วมกันในแนวทางสันติวิธี มักลงเอยโดยความแตกแยกออกเป็นกลุ่มๆ และใช้กำลังห้ำหั่นกัน บางประเทศคนในชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน แต่ต่างนิกายกัน ยังเข่นฆ่ากันไม่จบมาเป็นพันปี เข่นฆ่ากันจนตายไปเป็นหลายสิบล้านคน     เข่นฆ่ากันจนที่ดินไม่พอจะทำหลุมฝังศพ



4. การปกครองในโลกนี้มี 3 แบบ 
1) ระบบสมบูรณาสิทธิราช 
2) ระบบประชาธิปไตย 
3) ระบบสังคมนิยม 
ทั้ง 3 ระบบนี้ เพื่อจะดำรงความเป็นชาติไว้ได้ จำเป็นต้องอาศัยศาสนาเป็นตัวกลางในการเชื่อมความผูกพันระหว่างฝ่ายปกครองกับประชาชนทั้งสิ้นใช่หรือไม่ (ลองเช็คประวัติศาตร์ที่ผ่านมาก็จะรู้คำตอบ) ประเทศไทยที่ผ่านมา การกู้เอกราชทุกครั้ง ฝ่ายปกครองก็ใช้ศาสนาพุทธเป็นแกนรวมประชาชนในชาติที่ล่มสลายไปแล้วให้กลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใหม่ บรรพชนไทยถึงได้วางเสาหลักไว้ 3 เสา คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การโค่นเสาค้ำการปกครองไปหนึ่งต้น คือความล่มสลายของเสาค้ำอีกสองต้นที่เหลือ ต้องคิดคำนึงผลกระทบให้มากใช่หรือไม่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คืออัตลักษณ์ของชนชาติไทยมาตั้งแต่วันสร้างชาติ เพราะ 
1) ชาติคือประชาชนและอาณาเขต 
2) กษัตริย์คือระบอบปกครอง 
3) ศาสนาคือหลักการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเมตตาอารีย์ไม่เบียดเบียนกัน ทั้งสามสถาบันนี้ อยู่ร่วมกันได้โดยมีศาสนาพุทธเป็นแกนกลางในการเชื่อมความผูกพันระหว่างประชาชนกับฝ่ายปกครองเข้าด้วยกัน         ขาดศาสนาพุทธเมื่อใด นั่นคือขาดสถาบันที่เป็นแกนกลางในการปลูกฝังความศรัทธาต่อระบอบการปกครองเมื่อนั้นใช่หรือไม่ ทำได้เพียงรอคอยให้บุญรักษาประเทศ



5. หากฝ่ายปกครองบ้านเมืองมองไม่เห็นความสำคัญของศาสนาพุทธในฐานะของผู้ทำหน้าที่ "รัฐประสานศาสน์" และ "ศาสน์ประสานรัฐ" หรือที่รวมเรียกว่า "รัฐประศาสนศาสตร์" คือการบริหารประเทศโดยใช้แนวคำสอนของศาสนาผลักดันนโยบายสำคัญของประเทศแล้วล่ะก็ อันตรายจะเกิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วยการบริหารที่ผิดพลาดของฝ่ายบ้านเมืองอย่างไม่รู้ตัว



6. การใช้กฎหมายไล่ล่ายึดทุบทำลายล้างการปกครองสงฆ์ วัดวาอารามสามหมื่นวัด พระสงฆ์ทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ จึงมีคำถามที่ตามมาว่า 
1) คือการทำลายหลักการรัฐประศาสนศาสตร์ใช่หรือไม่ 
2) เมื่อประชาชนสิ้นศรัทธาทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายศาสนาแล้ว สังคมจะล่มสลายด้วยหรือไม่ ประเทศไทยจะดำรงอยู่อย่างไร 
3) หากความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาลุกลามถึงขั้นกระทบต่อความมั่นคงของทั้งสามสถาบันและความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลก ฝ่ายบ้านเมืองจะรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไหวหรือไม่





ปัญหาโดยภาพรวมทั้ง 6 ประการนี้ นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายปกครองบ้านเมืองต้องมองให้ลึกถึงปัญหาใหญ่ที่จะตามมา โดยจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้เพราะท่านคือผู้รับผิดชอบต่อความอยู่รอดหรือล่มสลายของประเทศไทย เนื่องจากพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งสันติ มันยังขัดกับบ้านเราในปัจจุบันริไม่ครับ