การใช้มาตรา 44 ทำให้มติสงฆ์กลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย
ก็เป็นภาพสะท้อนในเชิงลึกให้เห็นว่า
บางทีฝ่ายปกครองรัฐอาจมองว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่สถาบันที่จำเป็นต่อประเทศนี้ต่อไป
หากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามที่ตามมาก็คือ
1. พระสงฆ์ในประเทศนี้
วัดสามหมื่นวัดในประเทศนี้ พระพุทธศาสนาในประเทศนี้จะดำรงอยู่ต่อไปในสถานะใดหากศาสนาไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการปกครองก็แสดงว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องมีศาสนาใช่หรือไม่แล้วสังคมจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการดำรงชีวิตโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
2. เมื่อประชาชนไม่มีศาสนา
รัฐจะอาศัยสิ่งใดเป็นตัวกลางในการเชื่อมศรัทธาของประชาชนกับฝ่ายปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้หลักธรรมเดียวกัน
แล้วรัฐจะปกครองบริหารบ้านเมืองได้อย่างไร ทุกยุคทุกสมัยที่ ผ่านมา
ฝ่ายปกครองของบ้านเมืองเราอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นตัวกลางในการเชื่อมศรัทธาของประชาชนกับฝ่ายปกครองให้อยู่ร่วมกันภายใต้หลักพระพุทธศาสนาร่วมกัน
ถ้าหากพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากประเทศไทย
จะให้ศาสนาใดเป็นตัวกลางเชื่อมฝ่ายปกครองกับประชาชนอย่างนั้นหรือ
3. ประเทศที่ไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นตัวกลางในการเชื่อมฝ่ายปกครองและประชาชนให้อยู่ร่วมกันในแนวทางสันติวิธี
มักลงเอยโดยความแตกแยกออกเป็นกลุ่มๆ และใช้กำลังห้ำหั่นกัน
บางประเทศคนในชาติเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน แต่ต่างนิกายกัน
ยังเข่นฆ่ากันไม่จบมาเป็นพันปี เข่นฆ่ากันจนตายไปเป็นหลายสิบล้านคน เข่นฆ่ากันจนที่ดินไม่พอจะทำหลุมฝังศพ
4. การปกครองในโลกนี้มี
3 แบบ
1) ระบบสมบูรณาสิทธิราช
2)
ระบบประชาธิปไตย
3) ระบบสังคมนิยม
ทั้ง 3
ระบบนี้ เพื่อจะดำรงความเป็นชาติไว้ได้
จำเป็นต้องอาศัยศาสนาเป็นตัวกลางในการเชื่อมความผูกพันระหว่างฝ่ายปกครองกับประชาชนทั้งสิ้นใช่หรือไม่
(ลองเช็คประวัติศาตร์ที่ผ่านมาก็จะรู้คำตอบ) ประเทศไทยที่ผ่านมา
การกู้เอกราชทุกครั้ง
ฝ่ายปกครองก็ใช้ศาสนาพุทธเป็นแกนรวมประชาชนในชาติที่ล่มสลายไปแล้วให้กลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใหม่
บรรพชนไทยถึงได้วางเสาหลักไว้ 3 เสา คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
การโค่นเสาค้ำการปกครองไปหนึ่งต้น คือความล่มสลายของเสาค้ำอีกสองต้นที่เหลือ
ต้องคิดคำนึงผลกระทบให้มากใช่หรือไม่ชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ คืออัตลักษณ์ของชนชาติไทยมาตั้งแต่วันสร้างชาติ เพราะ
1)
ชาติคือประชาชนและอาณาเขต
2) กษัตริย์คือระบอบปกครอง
3) ศาสนาคือหลักการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเมตตาอารีย์ไม่เบียดเบียนกัน
ทั้งสามสถาบันนี้
อยู่ร่วมกันได้โดยมีศาสนาพุทธเป็นแกนกลางในการเชื่อมความผูกพันระหว่างประชาชนกับฝ่ายปกครองเข้าด้วยกัน ขาดศาสนาพุทธเมื่อใด นั่นคือขาดสถาบันที่เป็นแกนกลางในการปลูกฝังความศรัทธาต่อระบอบการปกครองเมื่อนั้นใช่หรือไม่ ทำได้เพียงรอคอยให้บุญรักษาประเทศ
5. หากฝ่ายปกครองบ้านเมืองมองไม่เห็นความสำคัญของศาสนาพุทธในฐานะของผู้ทำหน้าที่
"รัฐประสานศาสน์" และ "ศาสน์ประสานรัฐ" หรือที่รวมเรียกว่า
"รัฐประศาสนศาสตร์" คือการบริหารประเทศโดยใช้แนวคำสอนของศาสนาผลักดันนโยบายสำคัญของประเทศแล้วล่ะก็
อันตรายจะเกิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วยการบริหารที่ผิดพลาดของฝ่ายบ้านเมืองอย่างไม่รู้ตัว
6. การใช้กฎหมายไล่ล่ายึดทุบทำลายล้างการปกครองสงฆ์
วัดวาอารามสามหมื่นวัด พระสงฆ์ทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้ จึงมีคำถามที่ตามมาว่า
1)
คือการทำลายหลักการรัฐประศาสนศาสตร์ใช่หรือไม่
2) เมื่อประชาชนสิ้นศรัทธาทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายศาสนาแล้ว
สังคมจะล่มสลายด้วยหรือไม่ ประเทศไทยจะดำรงอยู่อย่างไร
3) หากความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาลุกลามถึงขั้นกระทบต่อความมั่นคงของทั้งสามสถาบันและความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลก
ฝ่ายบ้านเมืองจะรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไหวหรือไม่
ปัญหาโดยภาพรวมทั้ง 6 ประการนี้
นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายปกครองบ้านเมืองต้องมองให้ลึกถึงปัญหาใหญ่ที่จะตามมา โดยจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้เพราะท่านคือผู้รับผิดชอบต่อความอยู่รอดหรือล่มสลายของประเทศไทย เนื่องจากพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งสันติ มันยังขัดกับบ้านเราในปัจจุบันริไม่ครับ




